ในโลกแห่งดนตรีคลาสสิกที่ซับซ้อนและงดงาม การบรรเลงบทเพลงร่วมกันของนักดนตรีนับสิบนับร้อยชีวิตในวงออร์เคสตราให้กลมกลืนเป็นหนึ่งเดียวไม่ใช่เรื่องง่ายเลย และนั่นคือเหตุผลว่าทำไม “วาทยกร” หรือ Conductor จึงเป็นหัวใจสำคัญที่ขาดไม่ได้ของวง
หากเปรียบเทียบวงดนตรีคลาสสิกเป็นภาพยนตร์ วาทยกรก็คือ “ผู้กำกับ” ที่คอยควบคุมทิศทางและกำหนดอารมณ์ของเรื่องราวทั้งหมด นักดนตรีคือนักแสดง ส่วน โน้ตดนตรีคือบทภาพยนตร์ ซึ่งถึงแม้ในบทเพลงจะมีการระบุจังหวะและทำนองไว้แล้ว แต่นักดนตรีแต่ละคนก็อาจจะตีความแตกต่างกันไป ทำให้เสียงที่ออกมาอาจไม่เป็นไปในทิศทางเดียวกันและไร้ซึ่งเสน่ห์ วาทยกรจึงทำหน้าที่เป็นผู้นำที่ร้อยเรียงทุกชิ้นส่วนเข้าด้วยกัน สื่อสารด้วยภาษากายและสัญญาณมือเพื่อให้นักดนตรีเข้าใจและบรรเลงบทเพลงออกมาตามการตีความที่สอดคล้องกัน

บทบาทที่มากกว่าการยืนโบกไม้ไปมา
หน้าที่ของวาทยกรนั้นไม่ได้จำกัดอยู่แค่การยืนอยู่บนโพเดียมและโบก บาตอง (Baton) หรือไม้เล็กๆ เพื่อให้จังหวะในระหว่างการแสดงเท่านั้น แต่หน้าที่อันหนักหน่วงและสำคัญที่สุดเกิดขึ้นเบื้องหลัง นั่นคือ การฝึกซ้อม วาทยกรใช้เวลาส่วนใหญ่ไปกับการเตรียมความพร้อมให้แก่นักดนตรี การซ้อมอาจใช้เวลานานนับชั่วโมงหรือหลายวันเพื่อเจียระไนรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ ของบทเพลงให้สมบูรณ์แบบที่สุด วาทยกรที่ดีต้องมีความรู้ความเข้าใจในเครื่องดนตรีทุกชิ้น สามารถแนะนำและแก้ไขเทคนิคของนักดนตรีได้ ซึ่งเป็นเหตุผลว่าทำไมวาทยกรส่วนใหญ่มักจะเป็นนักดนตรีที่มีความเชี่ยวชาญมาก่อน

ยิ่งไปกว่านั้น วาทยกรยังต้องมี “หูทิพย์” ที่สามารถได้ยินความผิดเพี้ยนของเสียงที่น้อยนิด แม้ในขณะที่วงกำลังบรรเลงพร้อมกันทั้งหมด และสามารถมองเห็น “อารมณ์” ที่ซ่อนอยู่ในโน้ตเพลงเพื่อดึงความรู้สึกเหล่านั้นออกมาสื่อสารให้ผู้ชมได้รับรู้ไปพร้อมกัน
ศิลปะแห่งการสื่อสารที่ไร้เสียง
การให้จังหวะเป็นเพียงส่วนหนึ่งของหน้าที่ทั้งหมด วาทยกรใช้ มือขวา ถือบาตองเพื่อควบคุมจังหวะและทำนอง ส่วน มือซ้าย จะใช้เพื่อสื่อสารในด้านอื่นๆ เช่น การบอกให้นักดนตรีเล่นเสียงดังหรือเบา รวมถึงการแสดงอารมณ์ต่างๆ ที่ต้องการสื่อสารออกไปให้สมาชิกในวงได้รับรู้ การใช้ภาษามือนี้เปรียบเสมือน “ภาษาใบ้” ที่ใช้เพื่อสื่อสารกับดนตรีโดยเฉพาะ ซึ่งอาจมีความแตกต่างกันไปตามสไตล์ของวาทยกรแต่ละคน
นั่นคือเหตุผลว่าทำไมบทเพลงเดียวกันที่บรรเลงโดยวงออร์เคสตราวงเดียวกัน แต่มีวาทยกรต่างกัน จะให้รสชาติและอารมณ์ที่แตกต่างกันไป เพราะวาทยกรแต่ละคนมีสไตล์และแนวทางการตีความบทเพลงที่เป็นเอกลักษณ์ของตัวเอง

ความจำเป็นที่ไม่สามารถปฏิเสธได้
สำหรับวงดนตรีขนาดใหญ่ที่มีนักดนตรีกว่า 50-100 คน การไม่มีวาทยกรเปรียบเสมือนการเดินเรือที่ไร้หางเสือ แต่ละคนอาจจะมีความสามารถยอดเยี่ยม แต่เมื่อมาเล่นรวมกันโดยไม่มีผู้นำ บทเพลงที่ออกมาก็อาจจะขาดความกลมกลืน ไร้ทิศทาง และที่แย่ที่สุดคืออาจจะ “เละเทะ” ไปเลยก็ได้
การมีวาทยกรจึงไม่ใช่แค่ทางเลือก แต่เป็น ความจำเป็น ที่จะช่วยให้ดนตรีมีชีวิตชีวา มีเสน่ห์ และสามารถถ่ายทอดอารมณ์ความรู้สึกที่ผู้ประพันธ์ต้องการจะสื่อสารได้อย่างสมบูรณ์แบบที่สุด
